IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

 
Reply to this topicStart new topic
> หลวงปู่กินรี จันทิโย วัดกันตะศิลาวาส บ้านสองคอน อำเภอธาตุพนม
freakism.studio
โพสต์ Dec 6 2008, 01:49 PM
โพสต์ #1



Administrator
ภาพประจำกลุ่ม
***

กลุ่ม : ผู้ดูแลระบบ
โพสต์ : 138
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-December 08
จาก : freakismstudio
หมายเลขสมาชิก : 1



หลวงปู่กินรี จันทิโย วัดกันตะศิลาวาส บ้านสองคอน อำเภอธาตุพนม

โดย...อำพล เจน

จันทร์กระจ่างฟ้า – จันทิโย
หลวงปู่กินรี จันทิโย


1. พระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท) รำพึงถึงหลวงปู่กินรี จันทิโย ครั้งหนึ่งว่า
“ปัญญาของครูอาจารย์ผู้เฒ่าเหมือนพระจันทร์กระจ่างฟ้า ไม่มีเมฆบัง”
เป็นคำรำพึงถึงซึ่งความซาบซึ้งตรึงใจของศิษย์ที่มีต่อครู
ลึกล้ำ กว้างไกล อย่างไรนั้น บอกได้ว่าเกินกว่าปัญญาผู้ได้ฟังจะวัดหรือหยั่งได้ถึงแก่น
จันทิโย คือ ผู้เปรียบประดุจพระจันทร์
“เรา เคยประมาทคิดว่าครูบาอาจารย์จะไปถึงไหนกัน เดินจงกรมก็ไม่เดิน นั่งสมาธินานๆ ก็ไม่นั่ง คอยแต่จะทำนั่นทำนี่ตลอดวัน แต่เรานี้ปฏิบัติไม่หยุดเลยถึงขนาดนั้นก็ยังไม่รู้ไม่เห็นอะไร ส่วนหลวงปู่กินรีปฏิบัติอยู่แค่นั้นจะไปรู้เห็นอะไร”
หลวงพ่อชาเล่า “เรามันคิดผิดไป หลวงปู่ท่านรู้อะไรๆมากกว่าเราเสียอีก คำเตือนของท่านสั้นๆ ไม่ค่อยจะมีให้ฟังบ่อยนักเป็นสิ่งลุ่มลึก แฝงไว้ด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมแยบคาย ความคิดของครูบาอาจารย์กว้างไกลเกินปัญญาของเราเป็นไหนๆ ตัวแท้ของการ ปฏิบัติคือความพากเพียรกำจัดกิเลสภายในใจไม่ใช่ถือเอากิริยาภายนอกของครูบา อาจารย์มาเป็นเกณฑ์” และ นี่คือคำเตือนอันเป็นอมตะวาจาตลอดกาล
“ท่านชา อะไรๆในการปฏิบัติของท่านก็พอสมควรแล้ว อยากให้ระวังแต่เรื่องเทศน์นะ”
และ
“ท่านคิดถึงใครผู้นั้นจะให้โทษแก่ท่าน”

2.
หลวงปู่กินรี จันทิโย เป็นศิษย์พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ไม่ใช่ศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ แม้ไม่ใช่แต่โยงใยเป็นสายเดียวกัน เพราะว่าพระอาจารย์มั่นก็เป็นศิษย์พระอาจารย์เสาร์เหมือนกัน
โดยทางธรรมแล้วผู้ให้ความรู้หรือผู้ชี้ความผิดของตนถือเป็นครู พระอาจารย์มั่นก็เป็นครูของหลวงปู่กินรีได้
โอวาทธรรม และคำแนะนำในการประพฤติปฏิบัติก็มีให้กันหลายวาระ
“กินรี ท่านได้ที่อยู่หรือยัง”
มันเป็นคำถามที่พระอาจารย์มั่นมีกับหลวงปู่กินรีเสมอ
ผู้มีธรรมถาม-ตอบผู้มีธรรมด้วยกัน แม้คำถามพื้นๆ ธรรมดา แต่กับผู้มีธรรมแล้วไม่เป็นเช่นนั้น
ใครจะไปรู้จักดีเท่าผู้ถามหรือผู้ถูกถาม
ประสบการณ์ที่หลวงปู่กินรีไม่เคยลืมได้เกิดขึ้นคราวหนึ่งระหว่างอยู่รับ การอบรมกรรมฐานกับพระอาจารย์มั่น ท่านว่าเมื่อลงนั่งภาวนา จิตสงบลึกจนเกิดอาการเน่าเปื่อยขึ้นที่กาย หนังเนื้อหลุดออกจนเหลือแต่โครงกระดูก
“นั่นน่าเบื่อหน่ายนัก” ท่านกล่าว
บางครั้งเกิดไฟไหม้ตัวโหมกระพือ ลุกเผาจนเหลือแค่กองกระดูกและเถ้าถ่าน
ไม่ว่าคนจะงามจะเลอโฉมเพียงใด ที่สุดแล้วก็ต้องถูกเผาจนเกิดภาพเดียวกัน
จากพระอาจารย์เสาร์สู่พระอาจารย์มั่น และถึงมือพระอาจารย์ทองรัตน์ เป็นการเดินทางของศิษย์ที่ชื่อกินรี
พระอาจารย์ทองรัตน์ กันตสีโล คืออีกท่านหนึ่งที่หลวงปู่กินรียกย่องให้เป็นครูอาจารย์
“นิสัยของท่านอาจารย์ทองรัตน์นั้น มีความห้าวหาญและน่าเกรงขามยิ่งนัก บางครั้งกิริยาดุดัน วาจาก้าวร้าวแต่ในใจกลับไม่มีอะไรเลย” หลวงปู่กินรีเล่า
“ในคราวหนึ่ง หลวงปู่มั่นได้กล่าวกับท่านอาจารย์ทองรัตน์ว่า พระเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน เครื่องใช้ไม้สอยอะไรๆ มันหอมฟุ้งไปหมด ซึ่งท่านหมายถึงสบู่หรือผงซักฟอกต่าง ๆ และในวันหนึ่งมีกลุ่มภิกษุสองสามรูปเดินผ่าน ท่านอาจารย์ทองรัตน์ร้องลอย ๆลั่นว่า โอ๊ยหอมกลิ่นผู้บ่าว”
นี่คือลักษณะของท่านอาจารย์ทองรัตน์
ดูๆไปก็คล้ายกับหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม
ท่านทั้งสองแทบจะเป็นคนชนิดเดียวกัน หลวงปู่ตื้ออยู่ประดับธรรมยุติกนิกาย ท่านอาจารย์ทองรัตน์ประดับฝ่ายมหานิกาย ส่วนหลวงปู่กินรี คือ โดดเดี่ยวผู้ยิ่งใหญ่แห่งมหานิกาย ท่านชอบอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวที่แท้จริง

3. ประวัติชีวิตของหลวงปู่กินรี แทบจะมีแต่ท่านผู้เดียวที่เป็นเจ้าของรู้เรื่องอยู่ตามลำพัง ที่ปรากฏเรื่องราวในที่ต่างๆก็ล้วนแต่เกิดด้วยปากของศิษย์ผู้ใกล้ชิด หรือ ผู้รู้จักท่านเล่าสู่กันฟัง เช่นเรื่องธุดงค์ไปเมืองลาวก็เกือบจะไม่เป็นประวัติชีวิตอย่างที่คนนิยม หากแต่เป็นเสี้ยวหนึ่งของประสบการณ์ในการแสวงหาโมกขธรรม
พระยศ (ปัจจุบันสึกแล้ว) กับพระหลอด คือผู้ติดตามหลวงกินรีในการธุดงค์สู่เมืองลาว
เรื่องธุดงค์ต่อไปนี้เกิดด้วยบันทึกของหลวงปู่กินรีเองและคำบอกเล่าเท่าที่นึกออกของ
พระลูกศิษย์ทั้งสอง

บันทึกของหลวงปู่ ได้อธิบายว่าได้เดินทางผ่านบ้านต้อง, นาทราย, บ้านใหม่, บ้านโนนสมบูรณ์ จนลุเข้าอำเภอบึกกาฬหลายหมู่บ้านไม่รู้จักพระแต่ก็ยังพอได้ข้าวเปล่าๆ ในการบิณฑบาตบ้าง
ท่านว่าภาวะเช่นนี้บางทีจะทำให้พระที่ยังไหม่ต่อการฟันฝ่าอุปสรรคในคราวยากเข็ญแทบทน
ไม่ไหว
สำหรับพระที่เก่าแล้วเช่นตัวท่านไม่ได้ฉันข้าว 7 วันก็เคย เรื่องอดข้าวบ่อยๆนั้นเกือบจะเป็นธรรมดา ไม่ทำให้รู้สึกท้อถอยแต่อย่างใด
จากบึงกาฬ ท่านนำลูกศิษย์ข้ามโขงขึ้นฝั่งลาว เริ่มก้าวแรกในแผ่นดินลาวที่ริมฝั่งเพื่อรุดหน้าไปสู่พระบาทพลสันต์ (บางแห่งเขียนโพนสัน ไม่ทราบว่าที่ถูกคืออย่างไร) นมัสการพระพุทธบาทแล้วย้อนกลับไทย เดินเลาะริมฝั่งเพื่อข้ามสู่ลาวอีกครั้งที่เชียงคานจังหวัดเลย
เข้าเขตลาวแล้วพบว่ามีแต่ป่าดงดิบและทิวเทือกเขาต่อเนื่องกันตลอด สัตว์ป่าชุกชุม แต่ปลอดภัยดี แม้พระลูกศิษย์จะเป็นไข้ก็พอเดินไปกันไหว จนถึงหมู่บ้านป่าใกล้ชุมชนชาวเขา แห่งหนึ่ง มีพระออกมาต้อนรับรูปหนึ่ง
“ดีแล้วที่พวกท่านมากันถึงที่นี่ มาแล้วก็อยู่เสียด้วยกันอยู่ที่นี่ดีนักหนา” พระเจ้าถิ่นปฏิสันถารด้วยไมตรีจิต
“อยู่ที่นี่ดีนั้นดีอย่างไร” หลวงปู่กินรีถาม “พวกชาวเขาที่นี่น้ำใจดีมีศรัทธาแรงกล้า และประเพณีของพวกเขาก็ส่งเสริมให้ คนหนุ่มสาวที่จะแต่งงานกัน ต้องนำเจ้าสาวมาให้เชยชมก่อนเขาว่าเป็นบุญอันเลิศและเราก็จะได้เชยชมผู้หญิง ก่อนเจ้าบ่าวทุกครั้งไป”
หลวงปู่กินรีสะดุ้ง
ท่านกล่าวนั้นพระอลัชชีไม่ละอายต่อบาป ขืนอยู่จะแย่จึงพาลูกศิษย์เดินหนีไปจากที่นั่นทันที
ต่อจากนั้นได้เดินทางจนพบคนชาวป่าเผ่าหนึ่งเรียกว่าข่าตองเหลือง นับว่าเป็นคนป่าที่แท้จริง เพราะว่ายังคงนุ่งห่มตนด้วยใบไม้อยู่ ท่านว่าตอนที่พบนั้น หญิงข่าตองเหลืองกำลังคลอดลูกพอดีที่ริมลำธาร
“กิริยาอาการมันไม่แปลกต่างจากสัตว์เลย” ท่านปลง
ต่อมาก็ได้พบคนป่าอีกพวกหนึ่งเรียกว่า “ถักแถ่” ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือไม่มีสะบ้าหัวเข่า ถ้าหกล้มแล้วลุกไม่ได้ ต้องอาศัยเกาะโคนไม้หรือโขดหินพยุงตัวขึ้นมายืน
คนป่าเผ่านี้ผมเคยได้ยินบ่อย ๆ ว่าทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ในป่าเมืองลาว บางท่านว่าพวกนี้มีขนรุงรังตามตัวคล้ายลิง ไม่มีภาษาพูดหรือจะมีก็หาคนภายนอกเข้าใจได้ยาก นอกจากพวกเขาด้วยกัน เคยได้ยินว่าถูกจับตัวไปแสดงที่เวียงจันทน์ครั้งหนึ่ง ในกรงเหมือนขังสัตว์ป่าและอยู่ไม่นานก็ตายไปน่าสงสารมาก
หลวงปู่กินรีเล่าว่าได้พบคนป่าพวกนี้ แต่ก็ไม่ได้บอกว่ามีกิจกรรมอะไรร่วมกันหรือไม่ เข้าใจว่าบอกเพื่อให้คนฟังทราบว่าคนป่าพวกนี้มีจริงและท่านก็ได้พบเหมือน กัน
พระธุดงค์ส่วนหนึ่งจะได้เคยพบพวกถักแถ่ ใช่ว่าจะได้พบทุกองค์ก็หาไม่ พวกนี้อยู่ในป่าลึก ไม่มีคนรุกล้ำเข้าถึง เป็นคนป่าอีกพวกที่นับว่าแปลกประหลาดมาก วันหนึ่งถ้าถูกเปิดเผยตัวควรจะเกิดเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกก็ได้
หลวงปู่พรหมา เขมจาโร ก็เคยกล่าวถึงคนป่าพวกนี้เหมือนกัน โดยเล่าถึงลักษณะที่เวลาหกล้มแล้วลุกไม่ได้ ต้องใช้วิธีกลิ้งตัวหนีภัย ท่านยังได้บอกอีกว่าสิ่งแปลกประหลาดในเมืองลาวยังมีอีกมาก แต่เล่าแล้วเหมือนป่าหิมพานต์ที่ไม่ควรมีจริง
การธุดงค์ของหลวงปู่กินรีในป่าเมืองลาวนั้น ไม่แสดงรายละเอียดถี่ถ้วนเหมือน ครูบาอาจารย์อื่น ซึ่งก็เป็นลักษณะนิสัยไม่ช่างพูดของท่านนั่นเอง และธุดงค์เมืองลาวก็มาสิ้นสุดเมื่อท่านข้ามกลับเข้าฝั่งไทยที่บ้านห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์
จำพรรษาที่นั่นกับหมู่บ้านชาวแม้วจนได้เห็นประเพณีแปลก ซึ่งใช้สำหรับปลงอสุภกรรมฐาน ได้เรียกว่าพิธีเฝ้าศพ คือเมื่อมีคนตาย เขาจะเอาศพไว้ในบ้าน 7 วัน ผลัดเปลี่ยนเวรยามเข้าเฝ้าศพเพื่อจะช่วยไล่แมลงวันตอมศพ และศพก็ย่อมขึ้นอืดไปตามเวลาที่ล่วงไป
มีน้ำเหลืองน้ำหนองเยิ้มออกมาเด็กๆที่เป็นลูกหลานผู้ตายก็ช่วยกันเอามือเช็ด ลูบน้ำเหลืองน้ำหนองออกจากศพแล้วเอามาทาตัวโดยไม่รังเกียจเลย พวกที่มาเฝ้าศพก็พากันร้องไห้คร่ำครวญและที่เล่นดนตรีเป็นจับเครื่องดนตรี เล่นไป
“ได้ยินทั้งเสียงดนตรี ทั้งเสียงร้องไห้สลับกันไปพิลึกดี ชวนให้สลดหดหู่ไปกับเขาเหมือนกัน”
หลวงปู่กินรีเล่า
เฝ้าศพครบ 7 วันแล้วก็หามไปฝัง
ออก พรรษาที่บ้านห้วยมุ่น จังหวัดอุตรดิตถ์แล้ว หลวงปู่กินรีวางเข็มทิศธุดงค์ไว้ที่ประเทศพม่า ได้เดินทางเข้าถึงหมู่บ้านชาวลาวแห่งหนึ่ง ไม่มีชื่อปรากฏในแผนที่ เป็นพวกลาวประจำหมู่บ้านชวนท่านอยู่ด้วย แต่ท่านปฏิเสธและออกเดินทางมุ่งไปจนถึงเมืองย่างกุ้ง
ลูกศิษย์สองรูปที่ติดตามตลอด เกิดความท้อถอย ถึงกับกล่าวว่า จะเดินกันไปถึงไหนไปหาอะไร ถ้าจะหาธรรมะก็ไม่น่าจะอยู่ไกลเพียงนี้ ธรรมะหาได้ที่ใจตนเองไม่เห็นจะต้องมาลำบากกับการเดินทางไกลถึงปานนี้
ท่านจึงปล่อยให้ลูกศิษย์กลับตามความสมัครใจ ส่วนตัวท่านออกเดินหน้าต่อไปตามลำพัง
หลวงปู่กินรีเล่าถึงวัดกุลาจ่อง อยู่ใจกลางเมืองย่างกุ้ง ซึ่งท่านได้พำนักอยู่ที่นั่นว่าได้เห็นเณรมาทำลับล่อ จรดมวยตั้งท่าจะชกแล้วหลบหายไป แสดงว่าพระเณรที่นี่ขาดการอบรมเรื่องพระวินัย จึงไม่อยากอยู่และได้ออกเดิน ทางต่อไปสู่ประเทศอินเดีย
สมัยที่ท่านไปอินเดียนั้นสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง ยังไม่ได้รับการทำนุบำรุง เฉพาะสถานที่ประสูติ มีพงหญ้ารกมาก รวมทั้งอีก 3 แห่งก็พอๆ กัน
ที่ท่านประทับใจมากที่สุดคือมกุฏพันธนเจดีย์อยู่ห่างจากที่พระพุทธองค์ทรง ปรินิพพานไม่ไกล เชื่อว่าเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ รอบๆ สถานที่แห่งนั้นมีสถูปเล็กๆรายรอบ เชื่อว่าเป็นที่ประดิษฐานอัฐิธาตุของพระอานนท์และพระพุทธสาวกทั้งหลาย
“ดอกสาละออกช่อเต็มที่แล้วโรย สังขารมนุษย์ทั้งปวงไม่เว้นแม้พระพุทธองค์และเหล่าสาวกก็ดับสลายไปสิ้นด้วยกัน”
บำเพ็ญประทักษิณวนขวาแสดงสักการะ และรำลึกถึงคุณพระพุทธองค์และเหล่าพระสาวกแล้วเดินทางกลับสู่พม่า และพำนัก ในพม่าติดต่อกันนาน 12 ปี แต่รายละเอียดการอยู่ในพม่าไม่มีปรากฏ ดูเหมือนจะเงียบหายไปเหมือนคำพูดที่มีน้อยของท่าน

4. ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่ขาดความต่อเนื่อง ไม่ทราบว่าเรื่องใดเกิดขึ้นก่อนหรือหลัง แต่เป็นเหตุการณ์เฉพาะอย่างไป อาจเรียกวาเกร็ดประวัติก็ได้
ยาได้มาแปลกๆ
ครั้งหนึ่งท่านพำนักอยู่ใกล้หมู่บ้านชาวเขาเผ่ามูเซอ ในเขตจังหวัดตาก เกิดอาพาธ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ อาการทรุดหนักจนออกบิณฑบาต หรือทำกิจใดๆไม่ไหว พวกชาวเขาที่เคารพเลื่อมใสท่านมาช่วยกันพยาบาล ก็ไม่ดีขึ้นอาพาธอยู่นานเดือนไม่รู้วันหายไม่รู้ว่าจะหาย หรือเปล่า
ถึงกับรำพึงว่า
ความเจ็บไข้ทางกายนี้หนักเข้าก็เป็นอุปสรรคแก่การภาวนา เป็นที่ตั้งแห่งนิวรณ์ทั้งหลาย บางครั้งเกิดสงสัยลังเลใจไปทุกอย่าง ทั้งสงสัยอาบัติที่จะมีแก่ตัว ที่ทรงก็แต่ศีลเท่านั้น แต่ในที่สุดอารมณ์ทั้งหลายก็สงบลง เพราะได้เพ่งอยู่แต่กับอารมณ์จึงเกิดความรู้ว่าธรรมะนี้ไม่เกินกว่าวิสัยตน จะทำได้
คืนหนึ่งฝันว่า มีพระรุ่นโบราณมานั่งเฝ้า 6 รูป ท่านเห็นจึงบอกว่าอย่ามาเฝ้าท่านอยู่เลย อีกหน่อยก็จะต้องตายแล้ว ร่างกายก็จะเน่าเฟะหาประโยชน์ไม่ได้ จงพากันกลับไปเสียเถิด แต่เหล่าพระโบราณกลับบอกว่าท่านยังไม่ตายหรอกให้บอกพวกชาวเขาไปหาของสิ่งนี้ (ชูให้ดู) มากินก็จะหาย
รุ่งขึ้นหลวงปู่กินรีได้บอกให้ชาวเขาไปเอายาที่เห็นในฝันมาถวาย พอได้ยาอาการอาพาธที่เป็นมานานเดือนก็หายอย่างน่าแปลกประหลาดใจ

50 เมื่อไหร่เข้าวัด
หลวงปู่กินรีเล่าเรื่องธรรมเนียมคนพม่าในสมัยนั้นว่าผู้ครองเรือน ถ้ามีอายุถึง 50 ปี เมื่อไหร่จะต้องเข้าวัดสามีอยู่วัดหนึ่ง ภรรยาอยู่วัดหนึ่ง ถือพรหมจรรย์ตลอดชีวิต ถ้าใครอายุ 50 แล้ว ยังหมกหมุ่นในกามารมณ์เขาเรียกว่าคนบ้าตัณหา

สตรีลึกลับ
ครั้งหนึ่งท่านพำนักอยู่ในถ้ำบนเขาเปลี่ยวเดียวดาย มีผู้หญิง 2 คน เดินขึ้นมาหาท่านก็ไล่กลับว่าเป็นผู้หญิงขึ้นมาหาพระทำไม ถ้ามาต้องมีผู้ชายมาด้วย ผู้หญิงทั้งสองคนบอกว่าจะมาขอรับศีลและฟังธรรม

“รับแค่ศีลก็พอแล้ว ไม่ต้องฟังธรรม"
พอให้ศีลเสร็จก็ไล่กลับอีกผู้หญิงทั้งสองกลับลงไปในทิศทางเดิมที่ขึ้นมา ซึ่งหลวงปู่กินรีบอกว่ามองตามหลังไปเห็นเดินหายเข้าไปในซอกหินแคบๆที่ไม่น่า จะมีใครลงไปได้เลย

ไม่เคยสอน?
พระลูกศิษย์รูปหนึ่งเล่าว่าอยู่กับหลวงปู่มานาน หลวงปู่ไม่เคยอบรมสั่งสอนอะไรนอกจากบอกสั้นๆว่าให้รักษาศีลให้ดี และทำความ เพียรมากๆ เท่านั้น

ไม่คลุกคลี
หลวงปู่กินรีชอบอยู่คนเดียว แม้อยู่ร่วมกันหลายคนในวัดท่านก็เสมือนอยู่คนเดียว และ ให้โอกาสผู้อื่นอยู่คนเดียว เหมือนท่าน แม้การสวดมนต์ทำวัตร ท่านยังให้ทำคนเดียว อนุญาตทำร่วมกันแต่เพียงสัปดาห์ละครั้งท่านมีเหตุผลว่า
“ท่านอาจารย์เสาร์ และท่านอาจารย์มั่นไม่เคยทำอย่างนี้”

บุรุษเสื้อแดง
ครั้งหนึ่งในป่าช้าแห่งหนึ่ง ภายหลังจากการเดินจงกรมก็เข้าที่ลงนั่งสมาธิภาวนาสักครู่ได้ยินเสียงฝีเท้า คนเดินมาหาทางด้านหลังท่านเหลือบไปดู เห็นเป็นชายคนหนึ่งใส่เสื้อสีแดงมีผ้าขาวม้าคาดพุงทำกิริยารีๆรอๆแล้วหัน หลังเดินกลับไป ต่อมาจึงทราบจากชาวบ้านว่าชายใส่เสื้อแดง มีผ้าขาวม้าคาดพุงถูกเขาฆ่าตายอยู่ในละแวกนั้น
หลวงปู่กินรีมักบอกลูกศิษย์ว่า ให้ฝึกอยู่ป่าช้า เพราะอานิสงส์ของการอยู่ป่าช้านี้ดีนักหนา เป็นเครื่องทำจิตให้กล้า องอาจ และตื่นตัวอยู่เสมอ จิตในป่าช้ามีความง่วงไม่มีนิวรณ์ทำให้ภาวนาดีและไม่ต้องวิตกว่าจะมี อันตราย

ฤทธิ์เป็นของเล่น
ท่านกล่าวว่าสิ่งเดียวที่ควรค่าแก่การสรรเสริญคือ การปฏิบัติธรรม สิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายเป็นเพียงของเล่นยามว่างของครูบาอาจารย์เท่านั้น
แต่กับวัตถุมงคล เครื่องราง ของขลัง ท่านก็อนุโลมให้ทำ และท่านก็ทำด้วยตนเอง ออกแจกเช่นตะกรุด ซึ่งว่ากันว่าดีนักหนา เคยมีตำรวจกลุ่มหนึ่งมากราบท่าน และได้รับตะกรุดไปคนละดอก ขากลับออกจากวัด (สมัยนั้น) โดนดักยิงถล่มแต่ไม่มีใครถูกกระสุน ต้องรีบย้อนกลับมาวัด พบท่านยืนรออยู่หน้าวัด และท่านบอกว่ากลับไปทางเดิมนั่นแหละ ไม่ต้องหนีมาทางนี้ก็ได้
ลุงเกลี้ยง อุกาพรหม ผู้เคยติดตามใกล้ชิดหลวงพ่อชา ก็เคยบอกว่าตะกรุดของหลวงปู่กินรีนั้นห้ามปืนจนแตกได้
มีบ้านคนถูกไฟไหม้ แต่หน้าต่างบานหนึ่งที่มียันต์ของหลวงปู่เขียนติดไว้กลับไม่ถูกไฟไหม้เลย นับว่าแปลกดี

เก็บตัวจนเก็บประวัติ
ท่านชอบอยู่โดดเดี่ยว เก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร หลายคนพยายามมาซักถามขอประวัติ ท่านมักบ่ายเบี่ยงเลี่ยงไปพูดเรื่องอื่นที่ไกลๆ ตัวท่านเสมอ ประวัติของท่านจึงแทบไม่มีปรากฏที่ไหนโดยละเอียด เรื่องราวของท่านล้วนเกิดขึ้นมาด้วยการเก็บความของคนหลายฝ่าย แล้วนำมาประติดประต่อกันอย่างยากลำบาก

5. วัดกันตะศิลาวาส เดิมเป็นที่ซึ่งท่านอาจารย์เสาร์ กันตะสีโล มาพำนักภาวนาหลวงปู่กินรีเห็นซึ่งครูบาอาจารย์ของท่านเคยอยู่ จึงได้มาพัฒนาจนกลายเป็นวัด กันตะศิลาวาสอยู่จนทุกวันนี้
ในบั้นปลายชีวิตของท่านยามแก่เฒ่าชรา ศิษย์ผู้มีกตัญญูยิ่งใหญ่เช่น หลวงพ่อชา ได้รบเร้านิมนต์ท่านไปอยู่วัดหนองป่าพง เพื่อการปรนนิบัติท่านก็ไม่ยอม โดยจะขออยู่ผู้เดียวต่อไป หลวงพ่อชาจึงต้องอาศัยส่งพระลูกศิษย์มาอยู่กับท่านเพื่อคอยรับใช้และดูแลแทน ตัวท่านเองตลอดเวลาจนกระทั่งถึงวันมรณภาพ
วันพุธที่ 26 พ.ย. 2523 เป็นวันสุดท้ายที่ท่านมีลมหายใจและหมดลม
หลวงพ่อชาได้เป็นธุระดำเนินการบำเพ็ญกุศลศพของหลวงปู่กินรีจนเสร็จสิ้นทุกขั้นตอน
เป็นครูบาอาจารย์ใหญ่อีกรูปหนึ่งที่เกิดและดับไปเพื่อแสดงสัจธรรมของพระ พุทธองค์และผ่านการดำเนินชีวิตตามรอยบาทพระพุทธองค์อย่างเคร่งครัด
นิพพาน ปัจจโย โหตุ .....






พิมพ์โดย .... คนเฝ้าสวน emotion_041.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 




Copyright © 2006-2009 Suankhlang.com All Right Reserved
31st August 2014 - 09:32 AM