IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

> แมวตาเพชร วัดสร้อยทอง
ธีร์
โพสต์ May 27 2009, 12:05 AM
โพสต์ #1



Advanced Member
ภาพประจำกลุ่ม
***

กลุ่ม : สมาชิกถาวร
โพสต์ : 888
เป็นสมาชิกเมื่อ : 10-December 08
หมายเลขสมาชิก : 22



แมวตาเพชร

จากหนังสือคนพ้นโลก เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ โดยกองบรรณาธิการ

แมวตาเพชรนี้ได้มีนิตยสารและหนังสือพิมพ์ลงข่าวกันครึกโครมมาแล้วตามที่ผู้อ่าน
ทั้งหลายย่อมทราบดี ความจริงเรื่องแมวตาเพชรตัวนี้ผมเคยเห็นเคยรู้มาก่อนแล้วแต่ที่ไม่ได้เขียนไม่ได้ลง
ในคนพ้นโลกก็เพราะในขณะนั้นเห็นว่าเป็นเรื่องของแมวธรรมดาๆไม่มีอะไรที่เป็นสาระสำคั
ญที่จะพึงลง
ในนิตยสารคนพ้นโลกผมจึงเฉยเสีย

แต่ขณะนี้เรื่องราวของแมวตาเพชรตัวนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาตามที่ผมเข้าใจเสียแล้ว เป็นเรื่องที่เกี่ยวกบพระพุทธศาสนา ผมจึงนำเอามาลงเสนอให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษาและได้พิจารณากัน ได้รู้ไว้เพื่อรู้เพื่อเติมความรู้ของท่านจากที่เคยรู้มาแล้ว เรื่องที่เป็นเหตุจูงใจให้ผมต้องเขียนมีอยู่ว่า

วันหนึ่งผมได้เดินทางไปวัดสร้อยทองกับคุณดำรงค์ ภู่ระย้าเพื่อไปรับพระพุทธรูปจากหลวงพ่อพระครูปัญญาโสภิต เพื่อนนำมาแจกจ่ายให้กับวัดหรือโรงเรียนที่ขาดแคลนพระเพื่อสักการบูชา พอผมไปถึงผมก็ปรารภกับหลวงพ่อถึงแมวตาเพชรว่า ความจริงผมได้มาพบก่อนตั้งเกือบสองปีแล้วแต่เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่เกี่ยวกับพระ
พุทธศาสนาจึงไม่ลง หลวงพ่อก็บอกว่าขณะนี้ก็ลงได้เท่าที่เขาลงกันไปแล้วนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่แมวตาเพชรตัวนี้ไม่ใช่ธรรมดา เพราะเป็นแมวที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ถ้าเป็นหนังสือคนพ้นโลกแล้วอาตมาเห็นว่าสมกับที่จะลง ผมจึงเรียนถามท่านว่าเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอย่างไร

หลวงพ่อพระครูปัญญาโสภิตท่านได้ตอบว่า แมวตาเพชรตัวนี้เท่าที่อาตมาสังเกตและศึกษาดูลักษณะและคุณสมบัติบางประการของเขาแล้ว อาตมาอยากจะเข้าใจว่าแมวตาเพชรตัวนี้เป็น พระโพธิสัตว์ มาเกิดเสวยชาติเป็นแมว

พอผมได้ฟังหลวงพ่อพระครูปัญญาโสภิตท่านกล่าวดังนั้นทำให้ผมย้อนคิดถึงการบำเพ็ญพระบา
รมีของพระโพธิสัตว์ตามที่ผมเข้าใจว่าบรรดาพระโพธิสัตว์และพระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายที

บำเพ็ญบารมีจนกว่าจะได้สำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้

นั้น จะต้องเวียนเกิดเวียนตายชาติแล้วชาติเล่าจนนับไม่ถ้วน และจะต้องเป็นผู้ที่ได้เคยทดลองลิ้มรสความทุกข์
ความทรมานร้อยแปดพันเก้าบางครั้งต้องตกนรกหมกไหม้ รวมความว่าจะต้องเกิดเป็นสัตว์ เปรต อสุรกาย มนุษย์ เทพ พรหม
ทั้งชั้นต่ำ กลาง สูง ทุกระดับ เพื่อรู้สภาพตามความเป็นจริงทุกอย่างจึงจะเป็นพระสัพพัญญูได้ และเมื่อประมาณสิบกว่าปีมานี้ถ้าผมจำไม่ผิด ผมเคยได้ยินว่าที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ ได้นำเอาเรื่องพระโพธิสัตว์มาเกิดเสวยพระชาติเป็นช้างในประเทศไทยมาเล่าให้พุทธศาสนิ
กชนที่ไปฟังธรรมได้ฟังกัน
ทั้งในประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง ที่มีชื่อเสียงระบือไปทั่วประเทศกล่าวไว้ว่า ท่านสมเด็จฯจะไม่เดินข้ามสุนัขเป็นอันขาด เพราะท่านมีเหตุผลว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสุนัขตัวที่เราข้ามจะไม่ใช่พระโพธิสัตว์มาเกิดเสวยพระชาติเป็น
สุนัข และถ้าเป็นจริงเข้าเรามิบาปแย่หรือ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว การที่หลวงพ่อพระครูปัญญาโสภิตกล่าวจึงน่าจะเป็นความจริงขึ้นมาได้ และเท่าที่เคยได้รู้ได้ฟังมา
เมื่อพระโพธิสัตว์ได้มาเกิดเสวยพระชาติเป็นสัตว์ต่างๆ สัตว์ที่เป็นพระโพธิสัตว์มาเสวยพระชาตินั้นจะมีลักษณะพิเศษกว่าบรรดาสัตว์อื่นๆ ดั่งเช่นช้างข้างต้นนั้นท่านเป็นพญาช้างที่เป็นหัวหน้าโขลงปกครองลูกน้องอย่างมีระเบ
ียบ
ไม่ให้ประพฤติปฏิบัติเยี่ยงสัตว์ธรรมดาทั่วไป

แมวตาเพชรของวัดสร้อยทองนี้ก็เช่นกัน เขามีคุณลักษณะพิเศษหลายอย่างเช่น
๑. ขนที่คอด้านหน้าด่างขาวเหมือนหมีควาย
๒. น่าอกมีลักษณะเหมือนค้างคาว
๓. ที่ข้อเท้าทั้งสี่ข้างด่าง (สีขาวเหมือนสวมถุงเท้า)
๔. ปากด่าง (เรียกว่าปากคาบแก้ว)
๕. เวลาเดินองอาจเหมือนเสือ
๖. เวลาร้องเหมือนคนคุยกัน
คุณสมบัติพิเศษ
๑. นอนเป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา
๒. เคร่งครัดในทางพระวินัย ที่ว่าเคร่งครัดในทางพระวินัยนั้นเข้าใจว่าแมวตาเพชรตัวนี้คงเคยบวชมาแล้วในอเนกชาติ
จึงรู้พระวินัยดี เพราะพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามมิให้พระภิกษุฉันเนื้อดิบต้องปรุงให้สุกก่อน แมวตาเพชรตัวนี้ก็เช่นเดียวกันจะกินเฉพาะปลาที่ทอดหรือปิ้งจนสุกกรอบเสียก่อนจึงจะยอ
มกิน
๓. ชอบผ้าเหลือง เวลานั่งเวลานอนจะต้องนอน-นั่งบนผ้าเหลือง และชอบนอนบนเตียง
๔. ไม่ชอบอยู่บ้าน ถ้าเอาไปไว้บ้านจะไม่ยอมกินข้าว เคยเอาไปไว้บ้านสามวัน แมวตาเพชรตัวนี้จะไม่ยอมกินข้าวเลยทั้งสามวัน

ครั้งหนึ่งท่านพระครูปัญญาโสภิตพูดปรารภกับพระสำราญว่าจะเอาแมวตาเพชรตัวนี้ไปถวายสม
เด็จพระเจ้าอยู่หัว พอแมวตาเพชรได้ยินดังนั้นก็แสดงอาการเศร้าโศกและไม่ยอมกินข้าวจนพระครูปัญญาโสภิต ท่านสังเกตเห็นและพูดกับแมวตาเพชรว่า ไม่เอาไปถวายพระเจ้าอยู่หัวแล้วล่ะ นั่นแหละจึงเห็นกิริยาอาการของแมวตาเพชรสดชื่นขึ้นทันทีและยอมกินข้าวตามเดิม

หลวงพ่อพระครูปัญญาโสภิตท่านได้พูดเสริมต่อไปว่า เนื่องจากท่านได้เห็นคุณและลักษณะพิเศษของแมวตาเพชรตัวนี้จึงทำให้ท่านแน่ใจว่า แมวตาตัวนี้เป็นพระโพธิสัตว์มาเกิด แต่เพื่อจะให้แน่ใจอาตมาจึงบอกว่า ถ้าแมวตาเพชรตัวนี้เป็นพระโพธิสัตว์จริงก็ขอให้ช่วยในการสร้างพระอุโบสถวัดถ้าม้าร้อ
งให้สำเร็จด้วย หลังจากนั้นท่านจึงอัดรูปแมวตาเพชรไว้สมนาคุณผู้ที่มีศรัทธาไปเป็นที่ระลึก ก็ปรากฏว่ามีคนเอารูปแมวตาเพชรไปไว้แล้วเกิดเป็นสิริมงคลทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรืองขึ
้น จึงมีคนนิยมกันมากและได้เงินค่าจำหน่ายรูปแมวไปเป็นเงินค่ากระเบื้องมุงหลังคางวดแรก
แล้วกว่า ๖๐,๐๐๐ บาท จึงพอที่จะเชื่อถือได้ว่าแมวตาเพชรตัวนี้น่าจะเป็นพระโพธิสัตว์ลงมาเกิด
เสวยพระชาติเป็นแมว

เมื่อหลวงพ่อพูดจบผมก็หันมาบอกคุณดำรงค์ ภู่ระย้าว่าคุณดำรงยังไม่เคยเห็นลองไปขอท่านสำรวจดูซิ ความประสงค์ก็เพื่อจะพิสูจน์อะไรบางอย่าง ซึ่งคุณดำรงค์ก็พอจะทราบความหมายดี ผมจึงนำเอาคำพูดของคุณดำรงค์มารายงานท่านผู้อ่านดังนี้

ข้าพเจ้า(คุณดำรงค์)เดินขึ้นไปยังห้องของพระสำราญผู้เป็นเจ้าของแมว เมื่อไปถึงพระสำราญได้ต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรียิ่ง ข้าพเจ้าจึงแจ้งเจตนาที่มาหาท่าน ท่านก็ใจดีเดินเข้าไปอุ้มแมวตาเพชรมาให้ชม ข้าพเจ้าดูพร้อมทั้งพิจารณาไปด้วย ขณะที่ท่านอุ้มแมวอยู่ ข้าพเจ้ากำหนดจิตอธิษฐานว่า ถ้าแมวตัวนี้เป็นแมวตาเพชรและเป็นแมวพระโพธิสัตว์แล้วข้าพเจ้าจะยื่นมือออกไปขอให้แม
วยื่นมือออกมารับมือของข้าพเจ้าด้วย เกินความคาดหมาย แมวนั้นยื่นมือ(เท้าซ้าย)ออกมาให้ข้าพเจ้า เท่านี้ก็เป็นพอแล้วในความรู้สึกของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงกราบเรียนพระสำราญว่าขอให้ท่านปล่อยแมวเดิน นั่ง นอน ให้ดูหน่อยเถิดครับ ท่านพระสำราญจึงวางแมวไปที่พื้น ทุกกิริยาของแมวข้าพเจ้าได้ใช้สายตาบันทึกแทนกล้อง เพราะขณะนั้นข้าพเจ้าไม่ได้นำกล้องติดตัวไปด้วย กิริยาอาการของแมวตาเพชรนี้ท่าทางเดินสวยงามคล้ายๆกับเสือ การนอนก็ไม่คุดคู้เหมือนแมวอื่นๆ นอนคล้ายเสือระวังภัย

ท่านผู้อ่านคงได้อ่านความคิดเห็นของหลวงพ่อพระครูปัญญาโสภิตและคุณดำรง ภู่ระย้าแล้วว่า แมวตาเพชรตัวนี้น่าจะเป็นพระโพธิสัตว์มาเกิดเสวยพระชาติเป็นแมว แล้วท่านมีความคิดเห็นอย่างไร เมื่อท่านทราบความน่าจะเป็นว่าเป็นแมวพระโพธิสัตว์แล้วท่านคงอยากจะทราบประวัติแมวตั
วนี้ว่ามีความเป็นมาอย่างไร ผมจะขอเล่าตามคำบอกเล่าของพระสำราญเจ้าของแมวดังนี้

วันหนึ่งอาตมา(พระสำราญ)ได้ออกบิณฑบาตตอนกลับเข้ามาถึงวัดแล้ว อาตมาจึงรู้ตัวว่ามีแมวตัวเมียตาม แมวตัวนี้(เป็นแม่ของ เอียง แมวตาเพชร) อาตมาก็ไม่ทราบว่าตามมาจากไหน จำได้ว่าประมาณ พ.ศ.๒๕๑๘ – ๒๕๑๙ อาตมาก็ไม่ได้สังเกตนะ เลี้ยงมาเรื่อยสงสารมันเลี้ยงมาได้ ๒ ปี ตอนนั้นไม่คิดอยากจะเลี้ยงมันหรอกเพราะเป็นภาระ อาตมาจะต้องไปต่างจังหวัดด้วยขณะนั้น พออยู่ๆ ก็ตกลงใจว่า เอ๊า.......เลี้ยงก็เลี้ยง ต่อมาก็มีคนเอารูปภาพโปสเตอร์ใหญ่ๆเป็นรูปแมวมาขายอาตมาก็ซื้อไว้ นานเข้าอาตมาก็ได้พูดกับแมวตัวเมียที่เป็นแม่แมวเอียงว่า เหมียวอยู่มาตั้งนานแล้วไม่เห็นมีลูกเลย ขอลูกสักตัวซิเอาสวยๆนะ
อาตมาก็พูดอย่างนั้นเองก็ไม่คิดว่าเรื่องจะมาเป็นข่าวอย่างนี้ พอ ๖ เดือนให้หลังแมวที่อาตมาเลี้ยงไว้ก็ตั้งท้อง แต่ไม่เห็นมีแมวที่ไหนมาติดพันอาตมาก็ไม่ได้สนใจ พอมาในเดือนกันยายนจะเป็นวันที่ ๒๓ – ๒๔ พ.ศ. ๒๕๒๐ นี่แหละเพราะขณะนั้นเป็นงานวัดสร้อยทองเป็นงานประจำปี อาตมานั่งอยู่ในกุฏิได้ยินเสียงคล้ายๆกับคนเคาะประตู ๓ ครั้ง ก็ถามว่า ใคร ๆ ก็ไม่มีเสียงตอบ จึงเดินไปเปิดประตู พอเปิดประตูเจ้าเหมียวก็วิ่งเข้ามากระโดดขึ้นบนโต๊ะแล้วตกลูกออกมาเพียงตัวเดียวเป็น
ลูกโทน

อาตมาก็เลี้ยงมาเรื่อยๆหลายเดือน ให้ชื่อว่าเอียง ตอนเล็กๆแมวเอียงน่ารักมาก ตาของเอียงลืมตาแต่ไม่เห็นดวงตาเพราะมีเยื่อสีขาวบางๆปิดอยู่ บางคนเห็นก็บอกว่าเลี้ยงทำไมแมวตาบอด อาตมาก็บอกว่า เออ.....เลี้ยงไว้อย่างนั้นแหละสงสารมัน ตั้งแต่แมวเอียงนี้เกิดทุกคนที่มาเห็นได้รับโชคลาภกันบ่อยๆ พออยู่ต่อมาได้ ๙ – ๑๐ เดือนเยื่อตาของแมวเอียงก็แตกออก มีสีเขียงเรืองทั้งสองข้างแต่ตอนนั้นอาตมาก็ไม่ให้ใครรู้นะ ลูกศิษย์ก็ไม่รู้

อาตมาเองก็แปลกใจเหมือนกันว่า เอ........มองดูตาของเจ้าเอียงทำไมคล้ายๆกับมีดวงไฟอยู่ในตาของแมว แต่ก็เลี้ยงมาเรื่อยๆ
วันหนึ่งอาตมาไปธุระที่อยุธยาพอกลับมาก็พบว่าเจ้าเหมียวแม่ของเอียงนอนอยู่ในสนามหญ้
าขนหลุดกระจุยลูกนัยน์ตาหายไปทั้งสองข้าง อาตมาก็อุ้มขึ้นไปกุฏิเพราะยังไม่ตาย ให้กินข้าวกินน้ำ เจ้าเหมียวก็ลงมาตายที่เก่า
อาตมาจึงเดินไปหาเสียมเพื่อขุดหลุมฝังแต่พอกลับมาก็ไม่เจอศพเจ้าเหมียวแล้วไม่รู้ว่า
หายไปไหน
เมื่อหาไม่พบก็กลับขึ้นกุฏิตอนนี้ก็เหลือแต่เอียงลูกของเจ้าเหมียว

มีอยู่คราวหนึ่งอาตมาไปต่างจังหวัด จึงได้ให้กุญแจกับเด็กเพื่อหาข้าวทอดปลาทูให้เจ้าเอียงกิน เด็กมาให้ข้าวได้ ๒ วัน
เจ๊ศรีแม่ของเด็กมาวัดเห็นทอดปลาทูให้เอียงอยู่จึงบอกลูกว่าทำไมต้องทอดปลาทูให้สุกใ
ห้แมวกิน ดิบๆมันก็กินได้ ลูกก็บอกว่าแมวมันตาบอดนะแม่ แม่ก็บอกว่า เออ... ถึงตามันบอดมันก็หากินได้ ก็เอาให้กินแบบดิบ แมวเอียงก็ไม่กินเดินวนอยู่ ๓ รอบ
ไม่ยอมกิน จนเจ๊ศรีต้องทอดปลาให้ใหม่จึงยอมกิน เจ๊ศรีพอเห็นตาของเจ้าเอียงก็ตกใจอุ้มเอาเจ้าเอียงไปเลย

อาตมากลับมาไม่เห็นแมวก็ตกใจเหมือนกันกลัวว่าจะตายเหมือนแม่ อาตมาก็ไปตามเอากลับคืนมาเพราะรู้จากลูกศิษย์ว่าเจ๊ศรีเอาไปเลี้ยงไว้ คนเก่าคนแก่เขาพูดกันว่าตาของเจ้าเอียงเป็นเพชรตาแมว อาตมาก็ไม่รู้หรอก ข้อที่น่าสังเกตคือแมวเอียงไม่มีพ่อหาแมวที่วัดหรือนอกวัดก็ไม่มีสีนี้อย่างแมวเอียง และสาเหตุที่ได้ชื่อว่าเอียงเพราะ เมื่อตอนเอียงเล็กๆมีนัยน์ตาใหญ่ข้างเล็กข้าง
เวลามองอะไรคอจะเอียงๆหน่อย จึงตั้งชื่อว่า เอียง

หลังจากข่าวของเอียงเป็นแมวตาเพชรได้ลงหนังสือพิมพ์ลงข่าวไปแล้วก็มีชาวต่างประเทศมา
ดู มาพิสูจน์หลายชาติ แม้แต่นายแพทย์ก็ไปพิสูจน์ ต่างก็ลงความเห็นว่า ดวงตาของแมวเอียงเป็นเพชรแน่นอน ซึ่งก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่งเพราะเท่าที่ทราบมาแมวตาเพชรนี้เมื่อยังมีชีวิต
อยู่จะแสดงลักษณะเป็นประกายแสดงความเป็นเพชรเท่านั้น ต้องรอจนแมวตายแล้วเอาไปฝังสักระยะหนึ่งก่อนตานั้นจึงจะเป็นเพชร แต่แมวเอียงตัวนี้ตาเป็นเพชรตั้งแต่ยังไม่ตาย และยิ่งน่าอัศจรรย์มากกว่านั้นคือ ตาเพชรของเอียงนี้จะเปลี่ยนสีได้ถึง ๔ สีด้วยกันคือ แดง , ม่วง , เหลือง , ฟ้า ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์สิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นอยู่ เช่นถ้าเป็นสีแดง เจ้าของแมวและทางวัดจะต้องระวังเป็นพิเศษเพราะจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น

ด้วยคุณลักษณะหลายอย่างของแมวเอียงเป็นพิเศษกว่าแมวตาเพชรธรรมดาจึงน่าจะพอพิจารณาได
้กระมังว่า
เป็นพระโพธิสัตว์มาเกิดเสวยพระชาติเป็นแมว

ไฟล์ที่แนบมาด้วย
ไฟล์ที่แนบมา  cat11.JPG ( 72.99กิโลไบต์ ) จำนวนการดาวน์โหลด: 3
 
Go to the top of the page
 
+Quote Post

โพสต์ในหัวข้อนี้


Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 




Copyright © 2006-2009 Suankhlang.com All Right Reserved
24th April 2014 - 06:45 AM